วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558
วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ทฤษฎีการเลือกอาชีพ
แนวคิดหลักในการค้นหาตัวเองที่ผมจะแนะนำก็คือ ใช้ “ทฤษฎีการเลือกอาชีพ” ของนาย Holland ครับ
แนวคิดของเค้าก็คือ …
ความพึงพอใจในการทำงานของคุณ เกิดจากความเข้ากันได้ของ บุคลิกภาพของคุณ และสิ่งแวดล้อมในการทำงานของคุณ
นั่นแปลว่า ถ้าเราเลือกอาชีพที่ตรงกับลักษณะบุคลิกภาพของเราแล้ว เราน่าจะมีความสุขในการทำงานมากขึ้นนั่นเอง
Holland บอกว่า คนเรามีบุคลิกภาพอยู่ 6 แบบด้วยกัน คือ
- Realistic (นักปฏิบัติ) – ชอบทำงานกับวัตถุมากกว่ากับคน, เน้นทางรูปธรรม, ใช้ทักษะด้านร่างกาย
- เกษตรกร, นักธรณีวิทยา, สถาปนิก, นักกีฬา, พ่อครัว/แม่ครัว, นักคอมพิวเตอร์, นักขับรถ, วิศวกร, นักดับเพลิง, ช่างสวน, นักกู้ภัย, นักปฐมพยาบาล, เภสัชกร, นักบิน, ตำรวจ, ทหาร, นักกายภาพ, ฯลฯ
- Investigative (นักคิด) – ชอบวิเคราะห์ , ชอบคิด, เป็นวิทยาศาสตร์, ชอบศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ
- นักสถิติ, นักคอมพิวเตอร์, นักเศรษฐศาสตร์, วิศวกร, นักการเงิน, ทนาย, นักคณิตศาสตร์, เภสัชกร, แพทย์, ศาสตราจารย์ , นักจิตวิทยา, ฯลฯ
- Artistic (นักสร้างสรรค์) – มีความคิดสร้างสรรค์, ความคิดริเริ่ม, ชอบความเป็นอิสระไม่ขึ้นกับใคร, ค่อนข้างวุ่นวายไม่เป็นระเบียบ
- นักแสดง, นักเขียน/กวี, นักเต้น, ศิลปิน, นักวาดภาพ, นักออกแบบกราฟิก, นักดนตรี, ฯลฯ
- Social (นักช่วยเหลือ) – ทำงานให้สังคม, ร่วมมือร่วมใจ, สนับสนุน, ช่วยเหลือเยียวยา
- นักบำบัด, พี่เลี้ยงเด็ก/ผู้ดูแล, นักการศึกษา, นางพยาบาล, นักโภชนาการ, แพทย์, ศาสตราจารย์, นักจิตวิทยา, พนักงานต้อนรับ, นักสังคมสงเคราะห์, ครู, นักฝึกอบรม, นักศาสนา, ฯลฯ
- Enterprising (นักจูงใจ) – ชอบแข่งขัน, มีความเป็นผู้นำ, จูงใจคนเก่ง
- ผู้บริหาร, นักธุรกิจ, นักสื่อสาร, ประกัน, นักวารสาร/นักข่าว, นักการตลาด, นักการเมือง/นโยบาย, นักกฎหมาย, สาธารณสุข, นักเขียน/สิ่งพิมพ์, นักประชาสัมพันธ์, นายหน้า, พนักงานขาย, ฯลฯ
- Conventional (นักจัดระบบระเบียบ) – เน้นรายละเอียด, ชอบสิ่งที่เป็นระบบ มีโครงสร้างแน่นอน, ทำตามกฎระเบียบ
- นักบัญชี, นักสถิติ, ผู้บริหาร, ธนาคาร, เสมียร, บรรณาธิการ, ผู้ตรวจสอบ, บรรณารักษ์, เลขาธิการ, นักเขียนด้านเทคนิค, ฯลฯ
บุคลิกภาพแต่ละแบบ ถ้าได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมการทำงานที่ตรงกับแบบตัวเองเป๊ะๆ ก็จะดีที่สุด รองลงมาคือสิ่งแวดล้อมที่ถัดจากบุคลิกภาพตัวเอง ยิ่งสิ่งแวดล้อมในการทำงานห่างไกลจากบุคลิกของตนเองมากเท่าไหร่ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ถนัดจึงอาจทำให้ไม่มีความสุขก็ได้
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบุคลิกของเราเป็น Realistic เราก็น่าจะทำงานอย่างมีความสุขในสิ่งแวดล้อมหรืออาชีพใน 3 กลุ่มคือ Realistic (เหมาะที่สุด) รองลงมาคือ Investigative และConventional นั่นเอง
ถ้าเริ่มอยากรู้แล้วว่าตัวเองเป็นแบบไหน ลองไปทำแบบทดสอบกันได้ที่
- http://www.roguecc.edu/counseling/hollandcodes/test.asp
- http://www.soicc.state.nc.us/soicc/planning/c1a.htm
อันที่ผมเอามาให้นี้ฟรี (ภาษาอังกฤษ) แต่อาจจะไม่ได้ดีมากเท่าอันอื่นนะครับ แต่ก็ทำให้พอได้ไอเดีย
แบบทดสอบอันที่เจ๋งๆ เนี่ยเสียตังแพงๆ ทั้งนั้นเลย แถมเป็นภาษาอังกฤษด้วย
แบบทดสอบอันที่เจ๋งๆ เนี่ยเสียตังแพงๆ ทั้งนั้นเลย แถมเป็นภาษาอังกฤษด้วย
นี่ล่ะครับเป็นเหตุผลให้ผมอยากจะทำเว็บที่ช่วยหาตัวตนและอาชีพที่เหมาะสมเพื่อคนไทยซักที ใครคิดว่าอยากจะช่วยกันทำ หรือมีแนวคิดอะไรดีๆ ลองติดต่อมาทาง email หรือ twitter ผม ได้นะครับ
จริงๆ แล้วนอกจาก Test ของนาย Holland ก็มี Test ของคนอื่นอีกเยอะแยะเหมือนกันครับ เช่น Jung Typology Test
และนอกจากเรื่องของบุคลิกภาพแล้วยังมีเรื่องของความถนัด (Aptitude) ด้วย ซึ่งผมจะพูดถึงในคราวต่อๆ ไปครับ
แบบทดสอบเพื่อค้นหาตนเองแบบออนไลน์
http://sixfac.eduzones.com/test4/exam.phpแบบทดสอบเพื่อเลือกอาชีพสำหรับตนเองแบบออนไลน์
http://ez.eduzones.com/testyourself/page1.php
ค้นหาตนเอง
http://www.dek-d.com/admission/more.php?cate=19
6 Thinking Hats : หมวก 6 ใบ คิด 6 แบบ
Concept
เทคนิคนี้เป็นอีกทฤษฎีที่โด่งดังมากๆ นั่นก็คือ เทคนิค Six Thinking Hats (หมวก 6 ใบ คิด 6 แบบ) ซึ่งพัฒนาโดย Edward de bono ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้การคิดเป็นกลุ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หลักการของมันก็คือ เป็นการจัดความคิดของทุกคนในกลุ่มให้คิดไปในแนวทางเดียวกันในเวลาเดียวกัน เรียกว่าการคิดแบบขนาน (Parallel Thinking) เพื่อป้องกันการขัดแย้งทางความคิดซึ่งกันและกัน และลดทิฐฏิในความคิดของตนเอง จากนั้นค่อยสั่งให้เปลี่ยนแนวคิดไปอีกแนวหนึ่งพร้อมๆกัน โดยควรที่จะวนจนคิดครบทุกมุมมองเพื่อให้ได้พิจารณาในทุกแง่มุม
เหมาะกับสถานการณ์ไหน?
ต้องการจะพิจารณาไอเดียซักอันหนึ่งให้ครบทุกมิติ เพื่อให้เกิดแนวคิดที่ดีที่สุด และที่สำคัญยังใช้ทำให้การประชุมเป็นกลุ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
รายละเอียด
ทฤษฎีนี้ให้แต่ละมุมมองทางความคิดแทนด้วยหมวกแต่ละสี โดยมีหมวกทั้งหมด 6 สีดังนี้
เป็นการคิดโดยยึดจากข้อมูล หรือข้อเท็จจริงเป็นหลัก ไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไป อาจจะคิดว่าตอนนี้ยังขาดข้อมูลอะไรอยู่ก็ได้
เป็นการคิดที่ยึดอารมณ์เป็นหลัก ใช้สัญชาติญาณ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องอธิบายถึงเหตุผลก็ยังได้ว่าทำไมคุณถึงรู้สึกแบบนั้น ในที่นี้อาจรวมไปถึงการคิดถึงอารมณ์ของคู่แข่งขัน หรือลูกค้าด้วยก็ได้
เป็นการคิดอย่างระมัดระวัง คือคิดในแง่ร้ายไว้ก่อน เป็นหมวกที่มีประโยชน์ในการที่จะช่วยให้เห็นความเสี่ยงหรือผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้
เป็นการคิดแบบมองโลกในแง่ดี ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นประโยชน์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นจากไอเดียที่คิดออกมาได้
เป็นหมวกของความคิดสร้างสรรค์ ใครมีเทคนิคสร้างสรรค์อะไร หรือจะบ้าบอแค่ไหนก็คิดในช่วงนี้ได้เลย (ดู list เทคนิคความคิดสร้างสรรค์ในบทความที่ผ่านมาได้เลย )
เป็นหมวกที่ใช้ในการควบคุมภาพรวมในการคิดทั้งหมด มักให้หัวหน้ากลุ่มใส่ เพื่อควบคุมว่าตอนนี้ทุกคนในทีมควรใช้หมวกอะไรคิด และต่อไปจะใช้หมวกอะไรต่อดี และที่สำคัญ
- ตอนเริ่มประชุม ควรบอกถึงวัตถุประสงค์การประชุมและวิธีการประชุม
- ตอนจบประชุม ควรสรุปว่าได้คุยอะไรไป ได้ผลอย่างไร และแผนต่อไปคืออะไร
ใช้หมวกแล้วดียังไง?
- การใช้หมวกแทนโหมดการคิดมีข้อดีตรงที่ “หมวกแต่ละสีเป็นคำกลางๆ” สามารถใช้บอกให้คนอื่นเปลี่ยนโหมดได้โดยไม่ต้องรู้สึกเขินอายหรือเสียหน้ามากนัก เช่น ผมอยากให้คุณถอดหมวกดำออก… เรามาลองใส่หมวกเหลืองกันซัก 2-3 นาทีมั๊ย?
- การคิดแต่ละหมวก เป็นการ Focus ทีละเรื่อง สมองจะไม่เกิดความสับสนในการทำงาน ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แนะนำ Sequence การใช้หมวก
ไม่มี Sequence ไหนถูกหรือผิดนะครับ แต่ผมว่าลำดับแบบนี้ ดู Work สำหรับผม
- เริ่มด้วยหมวกฟ้า (บอกวัตถุประสงค์)
- หมวกขาว (ดูข้อมูล)
- อันนี้มีให้เลือก 2 แนว หรือจะใช้ทั้งคู่ก็ได้
- หมวกเหลือง (ข้อดี) => หมวกดำ (ข้อควรระวัง) => หมวกเขียว (พยายามหาทางแก้ข้อควรระวังให้ได้)
- หมวกเขียว (ดูแนวทางสร้างสรรค์) => หมวกเหลือง (ข้อดี) และ หมวกดำ (ข้อควรระวัง) สำหรับแต่ละแนวทางที่คิดออกมาได้
- หมวกแดง (ดูความรู้สึกกันอีกที)
- จบด้วยหมวกฟ้า (สรุปผล)
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- ไม่ควรกำหนดคนร่วมประชุมแต่ละคนใส่หมวดคนละสีแบบตายตัว (เช่น นาย A เอาหมวกดำ, นาย B เอาหมวกขาว) เราควรให้ทุกคนใส่หมวกสีเดียวกันในเวลาเดียวกันมากกว่า
ที่มา : http://www.siraekabut.com/2014/04/six-thinking-hats/
พัฒนาการเรียนด้วย Mind Map
Mind Map คืออะไร
Mind Map หรือ แผนที่ความคิด เป็นวิธีการบันทึกความคิดเพื่อให้เห็นภาพของความคิดที่หลากหลายมุมมอง ที่กว้าง และที่ชัดเจน โดยยังไม่จัดระบบระเบียบความคิดใดๆ ทั้งสิ้น เป็นการเขียนตามความคิด ที่เกิดขึ้นขณะนั้น การเขียนมีลักษณะเหมือนต้นไม้แตกกิ่งก้านสาขาออกไปเรื่อยๆ ทำให้สมองได้คิดได้ทำงานตามธรรมชาติ และมีการจินตนาการกว้างไกล
แผนที่ความคิด ยังเป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ในการบันทึกความคิดของการอภิปรายกลุ่ม หรือการระดมความคิด โดยให้สมาชิกทุกคนเสนอความคิดเห็น และวิทยากรจะทำการจดบันทึกด้วยคำสั้นๆ คำโตๆ ให้ทุกคนมองเห็น พร้อมทั้งโยงเข้าหากิ่งก้านที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อรวบรวมความคิดที่หลากหลายของทุกคน ไว้ในแผ่นกระดาษแผ่นเดียว ทำให้ทุกคนได้เห็นภาพความคิดของผู้อื่นได้ชัดเจนและเกิดความคิดใหม่ต่อไปได้
![]() |
| ตัวอย่าง Mind Mapping |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


